ไม้แก่นจันทน์(sandal wood) ความเป็นไปได้ในการปลูกเชิงเศรษฐกิจ
จากกระแสความนิยมปลูกไม้หอมของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันและได้กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ
และมีแนวโน้มการปลูกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นสิ่งน่าสนใจอย่างยิ่งว่าการปลูกไม้หอม เป็นสวนป่าเพื่อ
หวังผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะได้รับผลคุ้มค่าตามที่ผู้ปลูกคาดหวังไว้หรือไม่ และมีปัญหาอุปสรรคมากน้อยเพียงใด
ซึ่งจากการศึกษาการปลูกกฤษณาปัญหาที่พบมากที่สุดคือ วิธีการกระตุ้นเพื่อชักนำให้เกิดสารกฤษณา ยังไม่มีงานวิจัย
รองรับทั้งในและต่างประเทศทั้งยังมีรายจ่ายที่สูงมาก ปัจจุบันมีภาคเอกชนมารับกระตุ้นแต่ก็ไม่รับรองผล เมื่อหักค่า
ใช้จ่ายแล้วเกษตรกรผู้ปลูกแทบจะไม่มีกำไรเพราะผลผลิตต่อไร่ที่เกิดแก่นกฤษณาต่ำมากทั้งยังมีต้นทุนสูง และอีก
ปัญหาคือ วิธีการตรวจสอบและรับรองชิ้นไม้กฤษณาจากสวนป่าเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมาย จึงน่าจะมีไม้หอม
ชนิดที่มีคุณสมบัติ
1. มีความหอมทุกต้นโดยไม่ต้องกระตุ้น
2. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นสาร
3. ให้ผลิตผลิตต่อไร่สูง
4. สามารถปลูกในลักษณะของสวนป่าเชิงเดี่ยว หรือปลูกแบบวนเกษตร ที่นำปลูกร่วมกับไม้ชนิดอื่น เช่น สวนยางพารา สวนไม้ผล
5. ไม่มีปัญหาด้านกฎหมาย ไม่ต้องขออนุญาตทั้งในการปลูกและการตัดจำหน่าย
6. เป็นไม้ที่มีราคาแพง
7. ลดการนำเข้าหัวเชื้อน้ำหอม
จากการค้นคว้าเอกสารและสอบถามอาจารย์ผู้ทรงความรู้รวมทั้งพ่อค้าน้ำมันหอม ชาวต่างประเทศในซอยนานา
ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายน้ำหอม ที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดของไทย
จึงได้รับคำตอบในทางเดียวกันว่า ไม้แก่นจันทน์
(sandal wood) มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นและได้พบว่าได้เริ่มนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย
ที่สวนพฤกษศาสตร์พุแค โดยได้นำเข้าต้นพันธุ์จากประเทศอินเดียเข้ามาปลูก ขณะนี้มีอายุประมาณ 30 ปี และใน
ปัจจุบันมีการนำไม้แก่นจันทน์ (sandal wood) มาปลูกโดยภาคเอกชนเพื่อเป็นการค้าแล้ว นับว่าเป็นไม้ที่
เหมาะสมในการปลูกเชิงเศรษฐกิจ